วิธีพิจารณาทางรอดของสังคมไทย

ในจดหมายถึงคณะกรรมการนิสิตฯ ผมได้กล่าวถึงประเภท “นายทุนศักดินาที่ตกค้างอยู่” โดยมิได้จำแนกถึงชนิดและชนิดปลีกย่อยของนายทุนประเภทนี้ เพราะผมได้กล่าวถึงแล้วใน “หนังสือว่าด้วยความเป็นอนิจจังของสังคม” และในบทความที่ผมเขียนขึ้นเพิ่มเติมต่อจาก “ปาฐกถาที่ตำบลโอแบร์ไรซ์แบร์ก (เยอรมนี) พ.ศ. 2517” แต่เพื่อที่จะให้ผู้อ่านได้ทราบความสมบูรณ์ขึ้นอีก ผมจึงเขียนภาคผนวกนี้เพิ่มเติมโดยย่อดังต่อไปนี้

1.

“หลักการแบ่งชนชั้นของสังคมใดๆ นั้น จะต้องเป็นไปตามระดับแห่งความสัมพันธ์การผลิตทางเศรษฐกิจที่เป็นรากฐานของสังคมและความสัมพันธ์ทางการเมืองที่เป็นโครงสร้างเบื้องบน”

2.

สังคมไทยปัจจุบันเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา ( Developing Country ) คือพลังการผลิต ( Productive Forces ) ซึ่งประกอบด้วยเครื่องมือการผลิต (Instruments of Production) พร้อมด้วยวิทยาศาสตร์และเทคนิค และคนที่สามารถทำและใช้สิ่งเหล่านั้น กำลังพัฒนาจากวิธีการผลิตทางเศรษฐกิจ ( Pelations of Economic Production ) ตามระบอบศักดินายังตกค้างอยู่ และมีความสัมพันธ์ตามระบอบเศรษฐกิจทุนนิยมที่กำลังพัฒนา ฉะนั้นการจำแนกชนชั้นของสังคมไทยจึงต้องพิจารณาตามความสัมพันธ์แห่งเศรษฐกิจทั้งสองนั้น

3.

การแบ่งชนชั้นตามความสัมพันธ์ทางการผลิตเศรษฐกิจสมัยโบราณนั้น ในสมัยโบราณ สยามได้รับวัฒนธรรมอินเดียเรื่องการแบ่ง “วรรณะ” เป็นหลักการปรับปรุงตามความเหมาะสมของสยาม

ในยุคคัมภีร์พระเวทหลายศตวรรษก่อนพุทธกาลนั้นมโนสาราจารย์ได้แบ่งบุคคลในสังคมออกเป็น 4 วรรณะ คือ “พราหมณ์” ซึ่งเป็นนักบวชได้รับความยกย่องให้เป็นผู้ใหญ่หัวหน้าสังคม, “กษัตริย์” ซึ่งเป็นนักรบผู้ถืออาวุธป้องกันสังคม, “แพศย์” เป็นผู้ซึ่งทำการเลี้ยงสัตว์และทำการค้ามีสมบัติบ้านเรือน, “ศูทร” คือผู้ที่ไม่มีสมบัติต้องรับใช้วรรณะที่สูงกว่า

สมัยต่อมา การแบ่งวรรณะในยุคคัมภีร์พระเวทได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงในแคว้นมคธและ

แคว้นใกล้เคียงเมื่อครั้งพุทธกาล ซึ่งเข้าสู่สยามคือ “วรรณะกษัตริย์” เป็นเจ้าของที่ดินสูงสุดของสังคม “พราหมณ์” ตกอันดับไปเป็น “ครู” ของกษัตริย์ (ราชครู) ส่วนผู้ที่มีสมบัติรองจากกษัตริย์นั้น ได้จำแนกออกเป็น 3 อันดับ คือ

อันดับที่ 1 เรียกว่า “เศรษฐี” คือคนที่มั่งมีที่ดินและสมบัติมากในสังคมและเป็นสหายของพระราชา

อันดับที่ 2 เรียกว่า “คฤหบดี” คือผู้ครองเรือนซึ่งมีที่ดินและสมบัติขนาดกลาง

อันดับที่ 3 เรียกว่า “กระฎุมพี” คือ “พ่อค้าเมล็ดพืชในชนบท” หรือ “ให้ชาวนากู้เงินเล็กๆน้อยๆ” ซึ่งถือเป็น “วรรณะที่เกือบจะเป็นชั้นต่ำ” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายของคำว่า “กระฎุมพี” ไว้ว่า

“กระฎุมพี” แผลงมาจาก กฺฎุมพี น. (1) คนมั่งมี, พ่อเรือน(2) หมายความว่าคนเลวก็มีใช้ควบว่า “ไพร่กระฎุมพี” (ในอินเดียบางแห่งหมายความว่า ชนชั้นจำพวกศูทรที่มั่งมีขึ้น Hobson –Jobson ในคำ Kumbi. ทมิฬ (ปาก) ว่าคนจน)”

คนไทยรุ่นผมคงได้ยินมวลชนเข้าใจดีว่าคนมั่งมีหรือพ่อเรือนอันดับต่ำนี้ “มีลักษณะเป็นเจ้าของศักดินาหรือไพร่ทั่งมั่งมีขึ้นยังไม่ถึงขึ้นเป็น “เศรษฐี” หรือขั้น “คฤหบดี” จึงมีลักษณะเป็น “นายทุนน้อยตามระบบเศรษฐกิจศักดินาเท่านั้น มิอาจเทียบได้กับชนชั้น “บูร์จัวซี” (Bourgeoisie) ตามระบบทุนนิยมสมัยใหม่”

4.

คำว่า “บูร์จัวซี” (Bourgeoisie) เป็นภาษาฝรั่งเศส ซึ่งเมธีวิทยาศาสตร์สังคมได้ใช้ทับศัพท์ฝรั่งเศสนี้ในบทความต่างๆ ที่เขียนเป็นภาษาเยอรมันและอังกฤษด้วย

ผมได้กล่าวไว้ในลายปาฐกถาและบทความถึงที่มาของคำนี้เกี่ยวกับกำเนิดของระบอบทุนนิยมสมัยใหม่

ใน ค.ศ. 1888 เองเกลส์ ได้ทำฟุตโน้ตอธิบายไว้ว่า

“บูร์จัวซี หมายถึง ชนชั้นนายทุนสมัยใหม่ เจ้าของปัจจัยการผลิตของสังคมและผู้ใช้แรงงานที่มีค่าจ้าง”

(By bourgeoisie is meant the class of modern capitalists owners of meant of social production and employers of wage-labour.)

ทั้งนี้แสดงชัดแจ้งว่าเป็นชนชั้นนายทุนสมัยใหม่ มิใช่นายทุนศักดินา

ในระยะแรกๆ ที่ตำรามาร์กซ์-เองเกลส์แพร่ไปในประเทศจีนนั้น นักวิชาการจีนเห็นว่า คำว่า “บูร์จัวซี” (Bourgeoisie) นี้มีความหมายเฉพาะ จึงมิได้เอาคำสำหรับการแบ่งชนชั้นตามระบอบศักดินาจีนเอามาแปลคำฝรั่งนี้ หากนักวิชาการจีนใช้วิธีทับศัพท์คือเขียนเป็นอักษรจีนอ่านออกสำเนียงใกล้เคียงกับคำนั้นว่า “ปูเลอะจั่วสี่” ต่อมาคณะกรรมการจีนผู้ทรงคุณวุฒิทางภาษาศาสตร์และการเมืองจึงตั้งศัพท์จีนขึ้นใหม่ว่า “ซือฉ่านเจียจิ” แปลว่า “ชนชั้นมีสมบัติ” เพื่อถ่ายทอดคำฝรั่งนั้น ส่วนผมใช้คำไทยว่า “ชนชั้นเจ้าสมบัติ” เพื่อถ่ายทอดคำฝรั่งคำนั้น

5.

คำว่า “โปรเลตาริยาต์” (Proletariat) เป็นภาษาฝรั่งเศสซึ่งเมธีวิทยาศาสตร์สังคมได้ใช้ทับศัพท์ฝรั่งเศสนี้ในบทความต่างๆ ที่เขียนเป็นภาษาเยอรมันและอังกฤษด้วยใน ค.ศ. 1888 เองเกลส์ ได้ทำฟุตโน้ตอธิบายไว้ว่า

“โปรเลตาริยาต์” หมายถึง “ชนชั้นแรงงาน (กรรมกร) สมัยใหม่ ซึ่งไม่มีปัจจัยการผลิตของตนเอง จึงจำเป็นต้องลดฐานะลงเพื่อขายแรงงานของตนเพื่อดำรงชีพ”

(By proletariat is meant the class of modern wage-labourers who, having no means of production of their own, are reduced to selling their labour power in order to live.)

ในระยะแรกๆ ที่ตำรามาร์ก-เองเกลส์แพร่ไปในประเทศจีนนั้น นักวิชาการจีนเห็นว่า “โปรเลตาริยาต์” (Proletariat) นี้มีความหมายเฉพาะ จึงใช้วิธีทับศัพท์ฝรั่งนั้นเขียนอักษรจีนออกสำเนียงใกล้กับคำนั้นว่า “ผู่โหลเลียะทะเลียะย่า” ต่อมาคณะกรรมการจีนผู้ทรงคุณวุฒิทางภาษาศาสตร์และการเมืองจีนจึงตั้งศัพท์จีนขึ้นใหม่ว่า “หวู ฉ่าน เจีย จิ” แปลว่า “ชนชั้นไม่มีสมบัติ” เพื่อถ่ายทอดคำฝรั่งนั้น ส่วนผมใช้คำไทยว่า “ชนชั้นผู้ไร้สมบัติ” เพื่อถ่ายทอดคำฝรั่งคำนั้น”

ชานกรุงปารีส, 16 มีนาคม 2519
ปรีดี พนมยงค์